www.thairiceexporters.or.th  
home about us members contact us FAQ link site map English Thai

ทฤษฎีสองสูง


คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ได้โทรศัพท์มาขอสัมภาษณ์เรื่องที่ได้เขียนและไปแสดงปาฐกถา เรื่อง "ค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไปอีกแล้ว" หลังจากที่ได้อธิบายความไปแล้ว คุณดนัยก็ทักขึ้นว่า มีผู้ใหญ่คนสำคัญท่านหนึ่งไปแสดงปาฐกถาเหมือนกัน มีความเห็นว่าค่าเงินแข็งขึ้นนั้นดีแล้ว เป็นโอกาสให้ ผู้ลงทุนได้นำเข้าเครื่องจักรเพื่อขยายโรงงานได้ในราคาถูก ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งได้อธิบายไปแล้วว่าไม่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ผลิต เพราะกว่าจะลงทุนขยายโรงงาน หรือตัดสินใจซื้อเครื่องจักร ก็คงกินเวลาอีกเป็นปีสองปี ยกเว้นแต่ผู้ที่ลงทุนไปแล้ว นำเข้าเครื่องจักรแล้ว แต่ยังมีหนี้ที่เป็นเงินดอลลาร์อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อหนี้ครบกำหนดก็ได้ "ลาภลอย" จากเรื่องนี้ไป

ได้ตอบคุณดนัยไปด้วยความเกรงใจผู้ใหญ่ท่านนั้นไปว่า ท่านคงไม่เข้าใจหรือ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจไทยระดับมหภาคหรือ โดยส่วนรวม ท่านจึงกล้าพูดเช่นนั้น

ถ้าจะตอบโดยไม่เกรงใจกันก็คงจะตอบว่า ท่านคงจะดูเฉพาะผลประโยชน์ของบริษัทในกลุ่มของท่านเท่านั้น และคงจะเป็นไปได้ว่าบริษัทในกลุ่มของท่านคงจะมีหนี้สินในรูปของเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก หนี้สินอาจจะอยู่ในรูปเงินกู้ หรือหุ้นกู้ที่ได้ครบกำหนดในไม่ช้านี้ หรือจะครบกำหนดใน 1-2 ปีข้างหน้า เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนลง เมื่อเทียบกับเงินบาท ท่านก็ได้กำไรทางบัญชีทันที ราคาหุ้นในกลุ่มก็จะได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ว่ากระไร แต่ท่านไม่ควรกล่าวว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม หรือผู้ผลิต และประชาชนคนทำงานโดยส่วนรวม

ท่านก็ทำงานลงทุนในประเทศจีน ท่าน ก็ทราบดีว่าจีนนั้นถูกทั้งอเมริกา ยุโรป และ ไอเอ็มเอฟ "กดดันทางการเมือง" ทั้งทางตรงและทางอ้อมขนาดไหน จีนก็ยังไม่ยอมเปิดเสรีทางการเงิน และไม่ยอมปล่อยให้ ค่าเงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาด หรือ "ตามยถากรรม"

ฮ่องกงเคยเปิดเสรีทางการเงิน และปล่อยให้ค่าเงินขึ้นลงตามกลไกตลาด หรือตามยถากรรม จะแทรกแซงบ้างก็เล็กน้อย ก็เลยถูกโจมตี หลังจากวิกฤตการณ์ "ต้มยำกุ้ง" ซึ่งเริ่มขึ้นเพราะความผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยของเรา ทางปักกิ่งต้องเข้ามาอุ้มเงินดอลลาร์ฮ่องกง กองทุนอีแร้งหรือกองทุนตรึงค่าจึงขาดทุนยับเยิน หลังจากนั้นฮ่องกงก็เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบตรึงค่าเงินฮ่องกงไว้กับเงินดอลลาร์ตั้งแต่นั้นมา เงินร้อนที่ เข้ามาปั่นค่าเงินดอลลาร์ก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เงินดอลลาร์จะไหลมาท่วมฮ่องกงอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพูดโดยไม่ได้คิด ก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับฮ่องกงอีก

แต่ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แล้วแทรกแซงตลาดทีละนิดทีละหน่อยไม่ทำให้พอ อย่างนี้นักเก็งกำไรต่างประเทศชอบ เพราะเขามาปั่นขึ้นปั่นลง ทำกำไรได้ดีสำหรับตลาดการเงินเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย เอาละ...พูดเรื่องนี้มามากแล้ว จะขุ่นเคืองใจกันเสียเปล่า ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมพูดกับคุณดนัยก็คือ "ทฤษฎีสองสูง" ทฤษฎีสองสูงมีอยู่ว่า ถ้าเราอยากให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง ประชาชนร่ำรวยก็ควรกำหนดให้ค่าจ้างเงินเดือน ผลตอบแทนของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน และพนักงานบริษัท พนักงานรัฐวิสาหกิจ และข้าราชการขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอย่างอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศจีนด้วยที่มีการให้เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนกับพนักงานผู้ใช้แรงงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ เศรษฐกิจของจีนจึงขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องที่ 2 ควรกำหนดให้ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่มีราคาสูง สินค้าเกษตรหลายอย่างนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันบนดิน เมื่อชาวไร่ชาวนา ซึ่งมีจำนวนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด ก็จะเป็นฐานรองรับความเจริญเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ

ได้ตอบคุณดนัยไปว่า ได้ฟังเรื่องนี้มานานหลายครั้งหลายหนแล้ว จนชักจะรำคาญ เมื่อตอบไปอย่างนั้นก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตน จึงต้องมาเขียนอธิบายความกันในที่นี้ว่าทำไมจึงชักจะรำคาญ ทั้ง ๆ ที่สื่อมวลชนก็ดี คนทั่วไปก็ดี เห็นว่าท่านพูดน่ารักออกจะตาย เกษตกรก็ชอบ ผู้ใช้แรงงานก็ชอบ

ที่ว่าน่ารักก็เพราะสองอย่างที่ท่านว่านั้นใคร ๆ ก็อยากให้เป็น ใคร ๆ ก็อยากให้เกิด เป็นความฝันที่จะต้องไปให้ถึงสักวันหนึ่ง

ปัญหาก็คือวิธีคิดของท่านหรือตรรกะของท่านนั้น ท่านกลับหัวกลับหาง กล่าวคือ ท่านไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผล ที่ตำราเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า ปัญหา "causality" ถ้าเขียนเป็นระบบสมการทางคณิตศาสตร์ก็จะเห็นชัด เสียดายท่านไม่ได้เป็นนักคณิตศาสตร์จึงขอพูดอย่างชาวบ้านอย่างนี้

สำหรับเรื่องที่ท่านอยากให้ยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูง เกษตรกรซึ่งเป็นตลาดใหญ่ภายในประเทศ ใคร ๆ ก็อยากให้เป็นอย่างนั้น รัฐบาลไหนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น เสียดายท่านไม่ได้บอกว่าให้ทำอย่างไร

เรื่องก็มีอยู่ว่าสินค้าเกษตรทุกอย่างเมื่อผลิตไปสักพัก เราก็สามารถผลิตได้เกินความต้องการในประเทศ เราต้องส่งออกก็ต้องหาตลาดต่างประเทศให้กับสินค้าเกษตรของเรา เป็นต้นว่ายางพารา, ข้าว, มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ไก่, หมู, ปลากระป๋อง เป็นต้น มีสินค้าเกษตรอยู่ ไม่กี่ชนิดที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ผลไม้เมืองหนาว เป็นต้น

การที่ชาวไร่ชาวนาจะได้ราคาที่เป็นเงินบาทสูง ก็อยู่ที่ราคาที่เป็นดอลลาร์เมื่อแตกมาเป็นเงินบาท ราคาที่เป็นดอลลาร์นั้นเราควบคุมไม่ได้เพราะเราไม่สามารถกำหนดราคาเองได้เลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา, ข้าว, น้ำตาล, หมู, ไก่, ปลากระป๋อง แม้แต่มันสำปะหลังซึ่งเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่แต่ผู้เดียว เพราะสินค้า ทุกอย่างเราไม่ใช่เป็นผู้ผลิตได้แต่ผู้เดียว ผู้ใช้ก็ผลิต ผู้ส่งออกก็มีหลายประเทศ และมีสินค้าที่ทดแทนกันได้หลายอย่าง เช่น ข้าวสาลีก็จะไปทำขนมปัง ทำหมั่นโถว บะหมี่รับประทานแทนข้าวได้ ยางเทียมก็แทนยางพาราได้ ธัญพืชอื่นก็ใช้แทน มันสำปะหลังได้ ถ้ามันมีราคาแพงเกินไป

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนบาทกับดอลลาร์ซึ่งประเทศเล็ก ๆ อย่างเราทางการกำหนดได้ถ้าต้องการทำ เมื่อฐานะการเงินแข็งแรง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ทุนสำรองมีสูง ถ้ามีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ที่สำคัญต้องกล้ารับผิดชอบ

ทฤษฎีสองสูงบอกว่าต้องทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูง เมื่อชาวไร่ชาวนาได้ราคาสูง อุตสาหกรรมก็เจริญ คนก็ออกจากภาคเกษตร ทำให้ตัวหารน้อยลง ชาวไร่ชาวนาก็ยิ่งมีรายได้ต่อคนมากขึ้นหมุนเวียนขึ้นไป

ปัญหาแรกคือ ทฤษฎีนี้ไม่ได้บอกว่าราคาสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ของเราจะทำให้สูงกว่าราคาตลาดโลกได้อย่างไร จะทำแบบอเมริกาหรือยุโรปหรือนิวซีแลนด์อย่างไร กล่าวคือยังมีการส่งออกจากประเทศเหล่านี้อยู่ ส่วนญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เขาห้ามนำเข้าธัญพืชและเนื้อสัตว์ เขาไม่มีการส่งออก ก็ง่ายในการกำหนดราคา โดยการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกและจำกัดครอบครัวที่จะเป็นเกษตรกร

ถ้าเราจะทำอย่างประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ จะจำกัดพื้นที่เพาะปลูกและจำกัดจำนวนครอบครัวได้อย่างไร เอาเงินมาจากไหน ถ้าบอกว่าก็พิมพ์เงินออกมาใช้จาก ธปท. ปัญหาก็คือการขาดวินัยทางการคลัง ในที่สุดก็จะพัง ถ้าประกาศชดเชยการ ส่งออกอย่างยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยการพิมพ์เงินจาก ธปท.ก็คงไม่มีใครกล้า ถ้ากล้าก็คงเจอสินค้าจากเพื่อนบ้านที่จะลักลอบเข้ามาผสมโรงจำนวนมาก ครั้นจะใช้วิธีรับจำนำหรือประกันราคาสินค้าเกษตร ก็โกงกินกันสนุก ไม่เคยถึงมือชาวไร่ ชาวนาเลย

ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำ โดยแทนที่จะรับจำนำหรือออกไปซื้อในราคาประกัน ก็ทำเป็นการประกันรายได้กลาย ๆ โดยชดเชยส่วนต่างของราคาตลาดและราคาประกัน ก็ดีแล้วเงินจะได้ถึงชาวนารากหญ้าจริง ๆ ไม่ตกหล่นไปไหน ถ้าจะโกงก็ชาวนาโกงดีกว่านักการเมืองร่วมมือกับพ่อค้าช่วยกันโกง อีกอย่างตามประวัติเศรษฐศาสตร์โลก ภาคเกษตรเริ่มมีคนทำงานน้อยลงเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนหลั่งไหลจากภาคเกษตรเข้าเมือง ทำให้มีคนงานในภาคเกษตรน้อยลงจนภาคเกษตรต้องใช้ทุนและเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน ต้นทุนก็แพงขึ้นจนอยู่ไม่ได้ถ้าขายตามราคาตลาดโลก ภาคเกษตรจะล้มละลายรัฐจึงต้องเข้ามา โอบอุ้มโดยการจำกัดพื้นที่เพาะปลูก จำกัดครอบครัวที่เป็นเกษตรกร ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรชนิดเดียวกัน จนเหลือเกษตรกรเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์-5 เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาเงินภาษีอากรจากคนนอกภาคเกษตร ซึ่งมีจำนวนถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด เงินจำนวนมหาศาลถูกนำมาโอบอุ้มเอาไว้ด้วยเหตุผลการเมืองไม่ให้เกิดขาดแคลนอาหารตอนมีศึกสงคราม ในแง่เศรษฐกิจแล้วเลิกภาคเกษตรเสียแล้วนำเข้าสังคมโดยส่วนรวมจะดีกว่า เพราะเอาเงินภาษีอากรจำนวนมากไปช่วยคนจำนวนน้อยเพียงหยิบมือเดียว ไม่มีประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ไหนดึงราคาสินค้าเกษตรให้สูงเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการให้เจริญขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นคนยิ่งไม่ออกจากภาคเกษตรเพราะรายได้ดีกว่าทำงานนอกภาคเกษตร กลับหัวกลับหางกับทฤษฎีสองสูง

สำหรับค่าแรงที่เป็นแรงงานพนักงาน ถ้าจะตั้งให้สูงใคร ๆ ก็อยากทำ แต่ต้นทุน ของธุรกิจนอกภาคเกษตรก็สูงตามขึ้นไปด้วย ทำให้คนว่างงานมากขึ้น และคงจะมีคนยินดีไปทำงานโดยได้รับเงินเดือนค่าจ้างต่ำกว่า ค่าจ้างสูง ๆ ที่กำหนดโดยรัฐบาล มีการใช้เครื่องมือเครื่องจักรมากขึ้น ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือ จะให้ใช้ภาษีอากรจากประชาชนโดยการขึ้นภาษีมาก ๆ หลาย ๆ ชนิด จ่ายเป็นสวัสดิการอย่างที่อังกฤษเคยพังมาแล้ว โดยพรรคกรรมกรที่สนับสนุนรัฐบาลให้ทำเช่นนั้น ในที่สุดพรรคอนุรักษ์นิยมโดย นายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ มาแก้จึงรอดพ้นความหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด รายละเอียดคงทราบกันดีอยู่แล้ว ทางที่ดีเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและบริการให้ทันคนอื่น มีการใช้แรงงานมากขึ้น ค่าแรงเงินเดือนก็ขึ้นเองตามขั้นตอนของการพัฒนา เมื่อค่าแรงนอกภาคเกษตรสูงขึ้น คนในภาคเกษตรก็น้อยลงเอง เมื่อคน น้อยลงก็มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ มีการใช้เครื่องมือเครื่องจักรมากขึ้น รายได้ภาคเกษตรก็ดีขึ้นเอง อีก 50-60 ปีก็อาจจะ ทำได้อย่างอเมริกาหรือยุโรป แต่ทฤษฎีสองสูงว่าให้ขึ้นเงินเดือนค่าจ้างลอย ๆ โดยไม่อธิบาย ความเชื่อมโยงกันของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ อาจจะหลงทางได้อย่างง่าย ๆ

สำหรับเงินเดือนค่าจ้างรัฐวิสาหกิจ คือเงินที่มาจากภาษีอากร อยากจะจ่ายมากน้อยเพียงใด หรือพิมพ์ออกมาจ่ายอย่างรัฐบาลเจียง ไค เช็ก หรือรัฐบาลบางประเทศในอเมริกาใต้ เช่น อาร์เจนตินา, บราซิล, ชิลี หรือรัฐบาลบางประเทศในแอฟริกา เช่น ซิมบับเว, คองโก ฯลฯ ผลก็คงออกมาแบบที่เห็น แต่ถ้าเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและบริการเจริญขึ้น ผลิตมากขึ้น บริโภคมากขึ้น ภาษีอากรก็จะเก็บได้มากขึ้น การขึ้นเงินเดือนค่าจ้างภาครัฐบาลก็ทำอยู่แล้วตามกำลังของเศรษฐกิจการคลังของประเทศ

สองสูงที่ว่านั้นเป็นผลของการพัฒนา ตามขั้นตอนดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่กลับเอามาเป็นเหตุให้เกิดการพัฒนาของเศรษฐกิจ นอกภาคเกษตร

ส่วนดีของทฤษฎีนี้ก็มีอยู่บ้างกล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกหรือตามกลไกตลาด รัฐบาลก็อย่าไปกดหรือควบคุมราคาไม่ให้สูง เช่น ไก่หรือหมู จะแพงขึ้น คนเลี้ยงน้อยลง เพราะเมื่อ 4-5 เดือนก่อนราคาหมูตกต่ำลงมาก คนก็เลี้ยงน้อยลง ราคาก็แพง พอราคาแพงคนเลี้ยงมากขึ้นราคาก็ลดลง ถ้าไปอั้นเอาไว้การปรับตัวก็จะช้า ภาวะหมูแพงก็จะ ยืดยาวไปอีก ประโยชน์ของทฤษฎีสองสูง คงมีเพียงเท่านี้ นอกจากนั้นยังไม่เห็น

เมื่อฟังหนักเข้า 2-3 ปีจึงรู้สึกรำคาญ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4252

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi04111053&sectionid=0212&day=2010-10-11

 


©
Thai Rice Exporters Association

37 Soi Ngamduplee , Rama 4 Road , Toongmahamek , Sathorn District , Bangkok 10120 ,
Tel. 0-2287-2674-7 , 0-2287-2663-4 , Fax : 0-2287-2678

E-mail :
contact@thairiceexporters.or.th


Copyright © 2009 All rights reserved by Thai Rice Exporters Association.